วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ตำรวจสุดฮา จ่า "บุญถิ่น" เสียแล้ว!



จากไปอีกหนึ่งสำหรับคนวงการบันเทิง คราวนี้เป็น "บุญถิ่น ทวยแก้ว" หลังเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยจะมีการสวดพระอภิธรรมศพที่วัดห้วยกะทะทอง บ้านศรีมงคล วังโพธิ์ อ.ไทรโยคน้อย จ.กาญจนบุรี เป็นเวลา 7 วัน และประชุมเพลิงในวันอาทิตย์ ที่ 14 ก.พ.2553 เวลา 14.00

ทั้งนี้ก่อนที่จะหันมารับงานแสดงจนเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันอย่างดีในบทบาท ของจ่าบุญถิ่น ตำรวจคู่หูสุดฮาของหมวดอังเคิ่ล "อดิเรก วัฏลีลา" จากภาพยนตร์เรื่อง "บุปผาราตรี" รวมถึง กระสือวาเลนไทน์ และ "โกยเถอะเกย์" บุญถิ่นเคยผ่านงานเบื้องหลังมาแล้วหลายต่อหลายชิ้น

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเสื้อผ้าให้ “ฉลุยหิน คนไข่สุดขอบโลก” ออกแบบงานสร้างให้สยึมกื๋ย 2 เกิดอีกทีต้องมีเธอ และ บางระจัน, เป็นผู้กำกับกอง 2 ให้ เสือโจรพันธุ์เสือ รวมถึงการเป็นผู้กำกับเต็มตัวใน “ฮวงจุ้ย-ฟ้า-ดิน-คน-ลิขิต โดยมีผลงานชิ้นต่อไปที่จะทำก็คือ “2 ป่วนกวนเมือง” ของค่ายไฟว์สตาร์

โดยก่อนที่จะเสียชีวิต เจ้าตัวได้เกิดมีอาการป่วยขึ้นมาระหว่างที่ไปช่วยผู้กำกับ "ปื๊ด ธนิตย์" ทำหนังเรื่องบางระจัน 2 ก่อนจะถูกส่งตัวไปตรวจที่โรงพยาบาลสระบุรี และเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่บ้านในจังหวัดกาญจนบุรี
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
อ่านต่อ......!

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

"ปลาหน้าคนเศร้า"จะเศร้าจริงๆ เพราะกำลังจะสูญพันธุ์แล้ว

ออสเตรเลีย - สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 26 ม.ค. ปลา "บล็อบฟิช" นี้มักจะอาศัยอยู่พื้นทะเลที่ความลึกกว่า 800 เมตร ทำให้โดยปกติแล้วมันจะไม่เป็นที่พบเห็นของมนุษย์ โดยปลาชนิดนี้เมื่อโตเต็มที่สามารถมีขนาดลำตัวยาวถึง 1 ฟุต




แต่เนื่องจากการประมงโดยการจับสัตว์น้ำลึกใต้ทะเลที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แถบชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นน่านน้ำที่ปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ ทำให้ปลาหน้าเศร้ามักจะถูกจับไปพร้อมกับปลาอื่นๆ

ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์ทะเลน้ำลึก คัลลัม โรเบิร์ตส จากมหาวิทยาลัยยอร์คบอกว่า "บล็อบฟิช" เป็นปลาที่อาภัพมาก เนื่องจากการจับปลาใต้ทะเลที่เพิ่มขึ้นทำให้มันใกล้จะสูญพันธุ์ลงทุกที

ที่มา www.thairath.co.th

อ่านต่อ......!

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

เวียดนามสะเทือนใจ เจ้าของปล่อยอัลเซเชี่ยนกัดคนตายต่อหน้า



แต่หนุ่มรูปหล่อในภาพนี้ชื่อโอเว่น อายุเพียง 1 ขวบ และขาเป็นแผลเล็กน้อย ถูกฝึกมาให้เฝ้าบ้าน และเชื่อฟังคำสั่ง ไม่ดุร้าย ขณะที่สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดกัดคนตายในเวียดนาม แต่โอเว่นเยอรมันเชพเพิร์ดพันธุ์เดียวกัน กลับชอบเล่นลูกบอลเป็นชีวิตจิตใจ และชวนเจ้าของเล่นด้วยในทุกโอกาส



เตื่อยแจ๋ - ความตายของหญิงชาวเวียดนามรายหนึ่งที่ถูกสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด หรือ อัลเซเชี่ยน ขย้ำจนเสียชีวิตในไร่กาแฟ ใน จ.ดั๊กลัก (Dak Lak) ที่ราบสูงภาคกลางของประเทศ ได้กลายเป็นประเด็นสำหรับชาวเวียดนามทั้งประเทศ ซึ่งถกเถียงกันเกี่ยวกับความอำมหิตของผู้เป็นเจ้าของ

นางฝั่มถิงัน (Pham Thi Ngan) อายุ 55 ปี ถูกสุนัขอย่างน้อย 5 ตัวเข้าทำร้ายเมื่อวันพฤหัส (21 ม.ค.) ที่ผ่านมา ขณะลักลอบเก็บเมล็ดกาแฟที่ร่วงหล่นอยู่ในไร่ของนายฝั่มหง็อกแท็ง (Pham Ngoc Thanh) ชาวเมืองบวนมาถ๊วต (Buon Ma Thuot )

ผู้เห็นเหตุการณ์ให้การว่า หญิงเคราะห์ร้าย ได้แอบเข้าไปเก็บเมล็ดกาแฟที่หบ่นจากต้นภายในไร่ โดยไปกับเพื่อนหญิงอีก 2 คน คือ นางซเวียบ (Diep) กับ นางเจิม (Tram) แต่สองคนหลังหนีสุนัขได้ทันโดยรีบวิ่งปีนขึ้นต้นทุเรียน

นางซเวียปกล่าวว่า เพื่อนเคราะห์ร้าย วิ่งไปไม่ถึงต้นไม้ ทำให้สุนัขทั้งฝูงตรงเข้าขย้ำเธอ จนนายเซิน (Son) ผู้จัดการไร่ที่ดูแลสุนัขออกไปถึงที่เกิดเหตุ พวกสุนัขจึงหยุด

"เธอร้องขอความช่วยเหลือ แต่ชายคนนั้นไม่ได้ทำอะไรและเดินหนีไป" นางซเวียปกล่าว ทวนความทรงจำ

"5 นาทีต่อมา สุนัขทั้ง 5 ตัวก็เข้าไปรุมกัดเธออีก"

"พอชายคนนั้นเดินกลับมา และเห็นว่าเธอเสียชีวิตไปแล้วเขาก็ผิวปากเรียกสุนัขกลับไป"

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุเพื่อชัณสูตรศพ ก็ได้พี่ชายของหญิงเคราะห์ร้าย ซึ่างตามไปยังที่เกิดเหตึุบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ทั้งร่างกายและน้องสาวของเขาอยู่ในสภาพที่ แทบจะจำไม่ได้

นายเหวียนวันเขย (Nguyen Van Khoi) ลูกชายของผู้ตายก็กล่าวว่า ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เพราะว่าร่างของมารดาฉีกขาดเพราะสุนัขเข้ารุมขย้ำอย่างนั้น

ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงให้การว่า นายฝั่มหง็กแท็ง เป็นเจ้าของสุนัขฝูงดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเข้าทำร้ายชาวบ้านแถวนี้มาแล้วหลายคน

แต่นายแท็งกล่าวว่า "ไม่เป็นเรื่องจริงที่ (มีคนพูดว่า) เราตั้งใจปล่อยให้สุนัขทำร้ายคน เพราะเราสร้างรั้วและติดป้ายเตือนสุนัขดุไว้แล้ว"

แต่นางเจียน (Chien) ที่อาศัยอยู่ตรงข้ามกับบ้านของนายแท็งกล่าวว่า ประตูทางเข้าไร่กาแฟเปิดทิ้งไว้ในวันพฤหัส (21 ม.ค.) ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ ชาวบ้านหลายคนจึงเดินเข้าไปเก็บเมล็ดกาแฟที่หบ่นจากต้น และแต่ป้ายเตือนที่มีข้อความว่า "ระวังหมาดุ" ก็ถูกนำไปติดในวันศุกร์ หลังเกิดเหตุแล้ว

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกล่าวว่า ตำรวจกำลังดำเนินการสืบสวนกรณีนี้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
อ่านต่อ......!

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

ไฟแช็กยักษ์ระบาดหนักในโฮจิมินห์หวั่นแก๊สระเบิด


ภาพจากหนังสือพิมพ์แถ่งเนียน-- ไฟแช็คยักษ์มีขนาดใหญ่กว่าไฟแช็คธรรมดาถึง 5 เท่า กำลังเป็นที่นิยมในเวียดนามถึงกับขาดตลาด ผู้เชี่ยวชาญออกเตือนผลิตภัณฑ์นี้ไม่ปลอดภัยอาจระเบิดได้


แถ่งเนียน - ผู้เชี่ยวชาญออกโรงเตือนเกี่ยวกับไฟแช็กยักษ์ที่วางขายอยู่เป็นจำนวนมากและ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามร้านค้าริมถนนในกรุงฮานอยและในนครโฮจิมินห์ ซึ่งไฟแช็คยักษ์เหล่านี้อาจเสี่ยงต่อการระเบิดได้

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ใครที่เดินหรือขับรถผ่านถนนเหวียนถิมีงคาย (Nguyen Thi Minh Khai) บุ่ยเวียน (Bui Vien) และ ถนนหลีเมืองเกียต (Ly Thuong Kiet) ในนครโฮจิมินห์ จะเห็นไฟแช็กขนาดใหญ่ถูกวางโชว์ไว้หน้าร้านขายรวมอยู่กับสินค้าอื่นๆ เช่น หมวกกันน็อค หรือถุงเท้า พ่อค้าเร่บางรายวางขายไฟแช็คยักษ์นี้ตามพื้นถนน

ไฟแช็กที่มีขนาดใหญ่เป็น 5 เท่าของไฟแช็กธรรมดาทั่วไปนี้วางขายในราคา 20,000-35,000 ด่ง (1.08-1.89 ดอลลาร์) ต่อชิ้น

เจ้าของร้านรายหนึ่งโฆษณาขายสินค้าของเขาว่าเป็น "ไฟแช็กจากไทย" แต่ผู้สื่อข่าวของแถ่งเนียนได้สังเกตดูพบว่าฉลากที่ติดอยู่เขียนด้วยภาษาจีน และมีสัญลักษณ์พระโพธิสัตว์กวนอิมติดอยู่บนฉลากด้วย

นางกิมเลียน (Kim Lien) ที่ซื้อไฟแช็กยักษ์ที่วางขายในตลาดกล่าวว่า "ฉันเห็นว่ามันแปลกดีเลยลองซื้อมาใช้อันหนึ่ง แต่มันน่ากลัวเหมือนกันตอนที่ฉันทดลองจุดดู เปลวไฟออกมาแรงมากแค่กดเบาๆ เท่านั้น ฉันไม่เคยพบเห็นเปลวไฟใหญ่ขนาดนี้มาก่อน"

นางเลียนไม่ใช่ลูกค้ารายเดียวที่ซื้อไฟแช็กยักษ์เพราะขนาดที่ใหญ่โต ของมัน ลูกค้าบางรายบอกกับแถ่งเนียนว่าพวกเขาตัดสินใจซื้อเพราะขนาดของมันสามารถ บรรจุแก๊ซได้เยอะขึ้นกว่าไฟแช็กธรรมดาทำให้ใช้ได้นาน

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้แก๊ซกลับไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้

นายเหวียนคา (Nguyen Kha) ผู้ดูแลความปลอดภัยของบริษัทไซ่ง่อนปิโตร (Saigon Petro) กล่าวว่า มีโอกาสที่ไฟแช็กยักษ์จะใช้ส่วนผสมระหว่างแก๊ซแรงดันสูงและแก๊ซแรงดันต่ำ เพื่อประหยัดต้นทุนแทนที่จะใช้แต่แก๊ซแรงดันต่ำอย่างเดียวตามมาตรฐานรองรับ ความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ไฟแช็กแบบใหม่นี้มีความเสี่ยงสูงที่จะระเบิดขึ้นได้ นายคากล่าว พร้อมย้ำว่าบรรจุภัณฑ์อาจจะทำจากพลาสติกที่แตกเปราะง่ายในขณะเดียวกันก็ บรรจุแก๊ซในปริมาณมาก ทำให้มีความเสี่ยงสูงยิ่งขึ้น

นายเลฟุกด๋าย (Le Phuc Dai) ผู้อำนวยการใหญ่บริษัทวินาก๊าซ (Vinagas) แสดงความกังวลถึงสินค้าที่กำลังเป็นที่นิยมว่าหากมีการเติมแก๊ซเข้าไปใหม่ใน ไฟแช็กพวกนี้จะยิ่งเพิ่มระดับความเสี่ยงที่จะระเบิดและลุกเป็นไฟได้ง่ายยิ่ง ขึ้น

"ดูเหมือนว่าไฟแช็กพวกนี้จะถูกลักลอบนำเข้ามาขายในเวียดนาม หน่วยงานดูแลจัดการตลาดของเมืองจะตรวจตราอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่นำมาวางจัดจำหน่าย" นายเลซวนด๋าย (Le Xuan Dai) รองหัวหน้าหน่วยงานจัดการตลาดในนครโฮจิมินห์ กล่าว

ส่วนในกรุงฮานอยไฟแช็กยักษ์เริ่มวางจำหน่ายในตลาดตั้งแต่ช่วง 2-3 เดือนก่อน

นายเติม (Tam) ผู้อำนวยการบริษัทเติมซยาง (Tam Giang Ltd) ผู้จัดจำหน่ายไฟแช็กในตลาดด่งซวน และตลาดอื่นๆ กล่าว่า "ไฟแช็กยักษ์นี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก บรรดาวัยรุ่นต่างไล่ล่าหาซื้อเพื่อมาเล่นในตอนกลางคืน"

นายเติมกล่าวว่า ไฟแช็กนี้ผลิตขึ้นเองในเวียดนาม รับรองความปลอดภัยและสามารถใช้ซ้ำและเติมแก๊ซใหม่ได้

นางเหวียนถิหั่ง (Nguyen Thi Hang) ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของบริษัทธุรกิจแห่งหนึ่งในจ.ลางเซิน (Lang Son) ทางภาคเหนือของประเทศ กล่าวว่า บริษัทของเธอไม่ใช่ผู้ผลิตไฟแช็กเพียงแห่งเดียวในเวียดนาม และยังกล่าวอีกว่าตอนนี้ไฟแช็กยักษ์ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

"ในตอนนี้เราไม่มีสินค้าพอวางจำหน่ายในนครโฮจิมินห์เพราะความต้องการ ในฮานอยสูงมาก เราจึงส่งสินค้าให้ได้เฉพาะตัวแทนจำหน่ายในกรุงฮานอยเท่านั้น" นางหั่งกล่าว.

ขอบคุณ ASTV
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9530000004338
อ่านต่อ......!